วรรณกรรมยอดเยี่ยมของนักเขียนรางวัลโนเบล
ต้องมาเกริ่นกันก่อนว่า ‘โนเบล’ คือรางวัลประจำปีที่แจกสำหรับผู้ที่สร้างความงามดีเด่น สร้างประโยชน์ต่อสังคมใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเคมี, ด้านวรรณกรรม, ด้านสันติภาพ, ด้านฟิสิกส์ และด้านการแพทย์ โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 1901 (115 ปี) ซึ่งตลอดระยะเวลา 115 ปีที่ผ่านมา มีนักเขียนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาวรรณกรรม แบบนี้เราคงต้องมาส่อง ๆ กับวรรณกรรมดีเด่นกันบ้างแล้ว ได้ถึงรางวัลโนเบลต้องเป็นอะไรที่ดีแน่ ๆ แบบนี้ก็คงต้องมี ต้องจับจองกันไว้สักเล่มบ้างแล้ว
วรรณกรรม 6 เรื่องที่ไม่ควรพลาด
1. ลมหายใจที่ขาดห้วง (The Hunger Angel, 2009)
สำนักพิมพ์: Nanmeebooks
เขียน: Herta Müller (โรมันเนีย-เยอรมัน)
แปล: ผศ. ดร.อัญชลี โตพึ่งพงศ์
ปีที่นักเขียนได้รับรางวัล: 2009
ซึ่งวรรณกรรมเล่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครเด็กชายวัย 17 ปี เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เด็กชายคนนี้ได้ถูกส่งตัวไปเป็นเชลยแรงงานที่สหภาพโซเวียตที่เต็มไปด้วยความกดดันและทรมานใจ เป็นระยะเวลานานถึง 5 ปี ที่ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องของความคิดถึงบ้าน ความหิวโหย และความอึดอัดใจที่ไม่สามารถบอกใครได้ว่าตนเป็นรักร่วมเพศ ซึ่งยิ่งเป็นในยุตสมัยนั้นการรักน่วมเพศถือเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้เป็นอย่างมาก เป็นวรรณกรรมที่เล่าเรื่องราวของความอึดอัด น่าเศร้าใจของคน ๆ นึงได้แบบเต็มรูปแบบ จนทำให้ผู้อ่านรู้สึกอึดอัดตาม
2. ไร้เกียรติยศ (Disgrace, 1999)
สำนักพิมพ์: Nanmeebooks
เขียน: J.M.Coetzee (แอฟริกาใต้)
แปล: ขจรจันทร์
ปีที่นักเขียนได้รับรางวัล: 2003
ว่ากันด้วยเรื่องราวของศาสตราจารย์คนหนึ่งที่วัย 52 ปีมีนามว่า ‘เดวิด ลูรี’ ที่ต้องปิดฉากอาชีพตัวเองด้วยข้อกล่าวหาที่น่าอับอายจากสังคมจึงกลับไปหาลูกสาวที่อีกเมืองนึง แต่ว่าเรื่องราวก็ดำเนินมาแบบไม่ได้ใจร้ายมากนัก เหมือนจะดีแล้ว ทั้งคู่พ่อลูกก็มีชีวิตอันเรียบง่ายที่ดูมีทีท่าว่าทุกอย่า จนเหมือนว่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทางทุกอย่าง กระทั่งเหตุการณ์ในเที่ยงวันหนึ่ง ชีวิตของสองพ่อลูกก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล ซึ่งเรียกน้ำตาผู้อ่านไปนีกต่อนัก หากว่าคุณไม่พร้อมที่จะเศร้าและลงดิ่งหลุมของความหดหู่ก็ไม่ควรที่จะอ่านเรื่องนี้ เพราะเนื้อเรื่องจะเต็มไปด้วยความรุนแรง การข่มขืน และการเหยียดผิว จนคุณจะรู้สึกหดหู่ได้แบบที่ไม่ต้องพยายาม
3. รอยชีวิต (A Personal Matter, 1964)
สำนักพิมพ์: Nanmeebooks
เขียน: Kenzaburō Ōe (ญี่ปุ่น)
แปล: เดือนเต็ม กฤษดาธานนท์
ปีที่นักเขียนได้รับรางวัล: 1994
วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของนักเขียนเองเลย โดยนำประสบการณ์ และความรู้สึกที่ตัวเองเผชิญเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเรื่องราวผ่านทางตัวละคร เรื่องราวได้มุ่งเน้นไปในเชิงเกี่ยวกับการตั้งคำถามกับการต้องเลือกระหว่างความสุขส่วนตัว หรือศีลธรรมที่ควรรักษาไว้ ซึ่งหากว่าเลือกสิ่งไหนก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่บีบหัวใจทั้งคู่
4. เฒ่าผจญทะเล (The Old Man and the Sea, 1952)
สำนักพิมพ์: สร้างสรรค์บุ๊คส์
เขียน: Ernest Hemingway (อเมริกัน)
แปล: วิทย์ ศิวะศริยานนท์
ปีที่นักเขียนได้รับรางวัล: 1954
บอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยต่อสู้ชีวิตกลางทะเลของชาวประมงสูงอายุ ที่เคยชินกับการออกหาปลามือเปล่ามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งตัวเขาได้เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่พัดพาตนไปเรียนรู้เรื่องราวสัจธรรมการใช้ชีวิต ทั้งการได้เป็นผู้ชนะ และการต้องยอมรับบทบาทผู้แพ้ ซึ่งวรรณกรรมเรื่องนี้เป็นที่สุดของความผจญภัย จะทำให้คุณจินตนาการร่วมกับตัวละครได้เหมือนกับว่าทะเลได้มาตั้งอยู่ข้างหน้า นอกจากความสนุกของการผจญภัยแล้ว ก็บังมีเรื่องของสัจธรรมบางอย่างที่เรียกฟิลเศร้าได้เช่นกัน
5. My Name Is Red (1998)
สำนักพิมพ์: บลิสพับลิชชิ่ง
เขียน: Orhan Pamuk (ตุรกี)
แปล: นันทวัน เติมแสงสิริศักดิ์
ปีที่นักเขียนได้รับรางวัล: 2006
นวนิยายที่จะพาคุณไปไขปมปริศนา รับบทเป็นนักสืบกับเรื่องราวความลึกลับของศาสนา ศิลปะ ความรัก ปรัชญา และคดีฆาตกรรมได้อย่างลงตัว My Name is Red จะพาคุณย้อนไปยุค 60s ที่พูดถึงคดีฆาตกรรมในหมู่แวดวงศิลปินที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นต่างในเชิงมุมมองและทัศนคติด้านงานศิลปะ หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 60 ภาษาทั่วโลก และเชื่อกันว่าเป็นงานที่ทำให้ Orhan ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม หลังจากได้รับการตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาอังกฤษในปี 2001
6. ผลพวงแห่งความคับแค้น (The Grapes of Wrath, 1939)
สำนักพิมพ์: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์
เขียน: John Steinbeck (อเมริกัน)
แปล: ณรงค์ จันทร์เพ็ญ
ปีที่นักเขียนได้รับรางวัล: 1962
วรรณกรรมที่สะท้อนปัญหาของชนชั้นระดับรากหญ้า ที่ไม่ได้มีทางเลือกอะไรมากนัก หรือว่าไม่มีทางเลือกเลยด้วยซ้ำ เป็นการต่อสู้ดิ้นรนต่อความยากจนในระบบทุนนิยม ที่ต้องต่อสู้กับเหล่านายทุนที่มาเอาเปรียบ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ คนล้มตายเพราะความแร้นแค้น สุดท้ายกลายเป็นความตบตีแย่งชิง เกิดความวั่วายในสังคม ที่ทำให้คนส่งนใหญ่สามารถทำอะไรใครก็ได้ เพื่อให้ตัวเองได้รอดตาย The Grapes of Wrath ได้รับความนิยมจนเยาวชนส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องเคยอ่านวรรณกรรมเล่มนี้กันมาแล้วทั้งนั้น ถือว่าเป็นหนังสือที่ดีที่น่าอ่าน สะท้อนสังคม จิตวิทยา และเศรษฐกิจ
ของมันต้องมี
วรรณกรรมทั้ง 6 เรื่องนี้ถือว่าดี น่าประทับใจ และน่าอ่านทุกเรื่องเลย สมแล้วกับการที่ได้เป็นวรรณกรรมดีเด่น ได้รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม เพราะในแต่ละเรื่องได้ให้ทั้งข้อคิด แรงบันดาลใจ การสะท้อนสังคมต่าง ๆ เอาไว้ภายในเรื่องเดียว ซึ่งวรรณกรรมทั้งหมดนี้ก็ถือว่าน่ามีให้ครบทุกเล่ม สะสมเก็บเอาไว้จะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง
